TMS คืออะไร

TMS (Transcranial Magnetic Simulation) เป็นเทคโนโลยีใหม่ในประเทศไทยที่ใช้คลื่นแม่แหล็ก คล้ายกับเครื่อง MRI คลื่นแม่เหล็กนี้สามารถกระตุ้นที่สมองหรือตามอวัยวะต่างๆให้ เกิดการ เปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบประสาทกล้ามเนื้อได้อย่างปลอดภัย

โรคและภาวะใดที่สามารถใช้
เทคโนโลยี TMS ร่วมรักษาได้

โรคในระบบประสาทส่วนกลาง (สมองและไขสันหลัง)

TMS สามารถช่วยฟื้นฟู หรือรักษาภาวะ
อัมพฤกษ์ อัมพาต,โรคสมองเสื่อม,โรคซึมเศร้า และไมเกรต

โรคของระบบประสาทภายนอกสมอง

TMS สามารถใช้เพื่อรักษาอาการปวดเรื้อรังจากระบบเส้นประสาทและกล้ืางเนื้อ เช่น คอ บ่า ไหล่ อาการปวดและชาจากหมอนรองกระดูกสันหลัง
ทับเส้น อาการปวดตามข้อเข่า นิ้วล๊อค และรองช้ำ

ทำไมคุณถึงต้องเลือก TMS ในการรักษา ?

TMS ต่างจากกการรักษาทั่วไปตรงที่ เป็นกระบวนการที่รักษาโรคและช่วยเร่งระยะเวลาการรักษาให้ผู้ป่วยหายได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อยู่ช่วงนาทีทองหรือระยะแรกของโรคที่หากเข้ารับการรักษาจะมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะหาย เพราะคลื่นแม่เหล็กจะไปทำการกระตุ้นเซลล์ประสาทให้กลับมาเชื่อมต่อกันใหม่

การฟื้นฟูร่างกายด้วยวิธีกายภาพบำบัดหรือกิจกรรมบำบัดเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้ร่างกายของผู้ป่วยกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง แต่ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาที่สม่ำเสมอและความอดทนที่นานพอสมควรถึงจะผ่านไปได้ แต่หากใช้วิธีการฟื้นฟูนี้ควบคู่ไปกับการทำTMS ร่างกายจะตอบสนองหรือให้การฟื้นฟูเร็วกว่าอย่างมาก

วิธีการรักษาโดยเครื่องTMS จะเป็นเพียงการรักษาที่นำหัวส่งสัญญาณแม่เหล็ก มาวางที่ศีรษะแขนหรือขาเท่านั้น ไม่มีการผ่าตัด หรือฉีดสิ่งใดเข้าร่างกาย ในขณะที่ทำ TMS ผู้ป่วยอาจรู้สึกถึงการกระตุกของกล้ามเนื้อบ้าง แต่จะไม่สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ป่วยแต่อย่างใด การทำTMS สามารถมาทำเป็นครั้งๆได้ ทุกครั้งที่ทำไม่ต้องนอนพักฟื้นสามารถกลับบ้านได้เลยทันที

การทำTMS (Transcranial Magnetic Stimulation) หรือใช้เครื่องกระตุ้นแม่เหล็กไฟฟ้าสมองนั้นจะมีความปลอดภัยสูงและผลข้างเคียงต่ำ

แต่ก็จะมีข้อยกเว้นไม่สามารถทำได้ในผู้ป่วยที่มีโลหะฝังอยู่ในสมอง มีอาการชักมาก่อน เช่น คลิปหนีบเส้นเลือดโป่งพองในสมอง ฝังอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ต่างๆ เช่น เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ เป็นต้น

สำหรับผู้ป่วยที่ไม่อยากผ่าตัด ทานยา หรือฉีดยา TMS ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเพราะว่ามีผลที่ดีมากและมีความปลอดภัยสูง การทำ TMS ไม่ต้องใช้ยาสลบ ไม่มีการฉีดสิ่งใดๆเข้าไปในร่างกาย สามารถทำกิจกรรมทุกอย่างได้ปกติหลังจากการรักษา